ว่าด้วยรถไฟไทย และชนชั้น

posted on 02 May 2013 22:12 by gaderiel in Diary directory Diary

Diary @ Hualampong Train Station

12 /10/55

ณ สถานีรถไฟหัวลำโพง

เวลา 20.50

                ในตั๋วรถไฟ เขียนว่า รถเร็ว ต้นทางกรุงเทพ ปลายทางอุตรดิตถ์ (ศิลาอาสน์) ขบวน 105 วันเดินทาง 12 ต.ค. 55 เวลารถออก 19.50

                เฮ้ย นั่นมันหนึ่งชั่วโมงก่อน!

                นั่งตุ๊กๆเดินทางออกจากหอมาถึงหัวลำโพงประมาณทุ่มกว่าๆ แต่แล้วก็ต้องนั่งรอกันถึงหนึ่งชั่วโมง เต็ม! ระหว่างรอก็ซื้อน้ำชามะนาวกระป๋องมาดื่ม มองดูคนเดินผ่านไปมา ดูก็รู้ว่าเป็นชาวบ้านเดินดิน (แน่นอนว่าเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ) คนเฒ่าคนแก่มักจะใส่เสื้อลายดอก จนนึกว่าเทศกาลสงกรานต์ มีเด็กๆวิ่งเล่นตรงปลายรางที่ทำเป็นสวนหินสวยๆ จะได้ปักป้ายว่า “กรุงเทพ” มองเด็กเขวี้ยงก้อนหินเล่น หวังจะปาใส่หนูสีเทาที่ออกมาวิ่งหากินแบบไม่กลัวคน

                นั่งพิงกระเป๋าเดินทางอยู่บนพื้น ควักโน้ตบุ๊คออกมาพิมพ์ ชายขาขาดที่ใส่ขาปลอมสองข้างที่นั่งบนพื้นตรงข้ามเราก็นั่งมองกลับมา

                พิมพ์ไดอารี่อยู่เพลินๆ เสียงนายสถานีก็ประกาศมาตามลำโพง สำเนียง ร. เรือของเขาชัดถ้อยชัดคำเสียจนน่าเอ็นดู บอกว่ารถไฟเที่ยวกรุงเทพ-ศิลาอาสน์เข้าชานชาลาแล้ว อะไรจะพอเหมาะขนาดนี้

                “รถไฟไทย ไปรถไฟโลกจ้า” โปเต้บ่นอีกยาวยืด ก่อนจะลุกขึ้นเก็บสัมภาระมากมายของเราขึ้น แล้วพากันเดินไปหาขบวนที่นั่งของเรา

                เป็นครั้งแรกของเราที่ได้นั่งรถไฟชั้นสอง ประสบการณ์เกี่ยวกับรถไฟเท่าที่จำได้คือ เคยนั่งรถจากเชียงใหม่มากรุงเทพตอนเด็ก จำได้ว่าตอนนั้นเช้าแล้วทำไมไม่ถึงกรุงเทพซักทีนะ แล้วน้าก็มารับที่สถานี (ซึ่งไม่ใช่หัวลำโพง) อีกครั้งเคยนั่งตอนไปค่ายกับโรงเรียน เป็นรถไฟข้ามสะพานแม่น้ำแคว นั่งไปยังขนลุกอยู่ว่าถ้ามองออกไปข้างนอกแล้วเห็นเชลยศึกสมัยสงครามโลกครั้งที่สอยังยืนทำงานอยู่ข้างๆรางจะเป็นยังไง หรือครั้งล่าสุดคือนั่งรถนอนกลับเชียงใหม่ นอนสบายดีจนขี้เกียจจะออกจากตู้ เลยปิดม่านนอนขี้เกียจอยู่อย่างนั้นจนรถถึงปลายทาง (ทั้งๆที่ทุกตู้เขาเปิดม่านกันตั้งแต่เช้าแล้ว)

                และนี่คือประสบการณ์รถไฟชั้นสอง... พบว่าเป็นตู้แอร์ เย็นจับใจ เบาะนั่งสบายแท้ ยืดขาได้มาก ดียิ่งกว่ารถทัวร์ซะอีก นั่งแล้วก็ไม่เมารถเท่ากับนั่งรถทัวร์ด้วย

                นั่งไปสักพักนายตรวจเริ่มมาขอเจาะตั๋ว อีกสักพักมีคนมาแจกผ้าห่มให้

                “อุ่นมั้ย” โปเต้ถาม

                “อุ่นมั้ง” เราลองจับๆดู ผ้าหนาพอสมควร ห่มแล้วคงอุ่นอยู่

                “ไม่ใช่ หมายถึงเขาอบมาให้รึเปล่า บางทีเขาอบมาให้แล้วจะอุ่นมาก” โปเต้ยื่นมือมาจับๆ พบว่าไม่ได้อบมาให้ แต่ดมดูแล้วก็หอมดี

                ในขณะที่แม่โทรมาอย่างวิตกจริต(อีกแล้ว) รถแอร์หรือเปล่า เขามีผ้าห่มมั้ย อย่าไปใช้เลย สกปรก

                ...แม่ จะอนามัยไปไหน สะอาดจะตาย ห่อใส่ถุงให้ด้วย หอมฉุย

                นั่งไปได้ซักพัก รู้สึกว่ารถไฟจอดบ่อยเหลือเกิน นึกว่านั่งรถเมล์   ยังมีคนเดินขึ้นมาเรื่อยๆทุกป้ายที่จอด ผู้คนเริ่มเอาผ้าห่มมาห่ม โปเต้กินเฟรนช์ฟรายที่ซื้อจาก KFC หมดแล้วก็รีบหลับไปซะงั้น

                ไม่มีอะไรทำเลยคว้าหนังสือโปเต้มาอ่าน “เครื่องปรุงจักรวาล” โดย Mister Tompkin กะอ่านเล่นๆแต่ดันเพลินจนอ่านจบเล่มได้ภายในชั่วโมงกว่าๆ ยังไม่มีทีท่าว่าจะง่วงนอน

                และแล้วก็เกิดปวดฉี่   เลยเดินไปถามนายตรวจว่าห้องน้ำอยู่ไหน เขาชี้ไป บอกทางให้

                ประสบการณ์ฉี่บนรถไฟก็เป็นอะไรที่สนุกสนานมากเหมือนกัน ใครเคยใช้ก็คงจะเข้าใจ   จำได้ว่าครั้งล่าสุดที่เราขึ้น มีฝรั่งสาวๆมาเที่ยวกันเป็นแก๊งค์ถึงกับตกใจร้อง โอ๊ หม่าย ก๊อด เมื่อเห็นว่าห้องน้ำรถไฟไทยเป็นเช่นนี้

                ...แต่ห้องน้ำที่สถานีรถไฟหัวลำโพงก็แย่พอกัน เหม็น สกปรก ไม่มีทิชชู่   โอย ช่วยด้วย

                ไม่ทราบว่าการรถไฟเอาเงินไปทำอะไรหรือคะ พัฒนาห้องน้ำ พัฒนารถไฟหน่อยก็ได้นะ... หรือเป็นเพราะรัฐบาลเอาเงินไปทำอะไรอยู่ก็ไม่รู้ ไม่สนใจไม่เจียดเงินมาให้เสียที

                โอเค เลิกแขวะก็ได้ แขวะไปก็ไม่ช่วยอะไร

                ในขณะที่ใช้ห้องน้ำเพลินอยู่ๆนั้น นอกหน้าต่างลมแรงเย็นดีเหลือเกิน มองออกไปเห็นแต่ความมืดสนิท มีเงาต้นไม้อยู่ตรงขอบฟ้ารางๆ เคลื่อนผ่านไปรวดเร็ว ไม่รู้ว่าตอนนี้ถึงจังหวัดไหนแล้ว

                และแล้วเมื่อเราเปิดประตูห้องน้ำออกมา มองไปอีกตู้หนึ่งตรงกันข้ามของตู้ของเรา แล้วก็ต้องตกใจ

                ...มีคนยืนโหนบนรถไฟ

                เฮ้ย! รถไฟนะ ไม่ใช่รถเมล์!

                ยืนอึ้งอยู่อย่างนั้นได้สักพัก มองดูรอบๆจะเห็นว่าบรรยากาศของตู้นั้นไม่ได้ต่างจากรถเมล์ฟรี (ที่ไม่มีแอร์) ซักเท่าไร ชายสองสามคนยืนโหนอยู่ คนอื่นๆนั่งกัน หลานนอนตักยาย สัมภาระแต่ละคนพะรุงพะรัง และแต่ละคนไม่มีผ้าห่ม

                แสดงว่าไม่มีแอร์...

                หันกลับมามองตู้ของเรา... ทุกคนห่มผ้าห่มสีขาวในแอร์เย็นฉ่ำ หลับปุ๋ย

                ช่องว่างแคบๆระหว่างตู้สองตู้ คั่นด้วยห้องน้ำ(สับปะรังเค) เป็นครั้งแรกที่เข้าใจถึงคำว่า “ชนชั้น”

                มันกระแทกใจมากจนทนไม่ไหวต้องเปิดโน้ตบุ๊คขึ้นมาพิมพ์ไดอารี่นี้ต่อ แต่พอพิมพ์มาถึงตรงนี้แล้วก็ไม่รู้จะเขียนอะไร เพราะไม่รู้จะแก้ไขอะไรกับปัญหานี้ได้

                ชนชั้นหนึ่งนอนเหยียดขาสบาย ชนชั้นสองนั่งหลับห่มผ้ากันหนาว ส่วนชนชั้นสามยืนกันเข้าไป เมื่อไรรถไฟจะถึงปลายทาง

                รถไฟคันเดียว เห็นภาพคำว่า “ชนชั้น” ได้ชัดเจนถึงขนาดนี้

                

 
 
 
 
 
 
---------------------------------------------------------------------------------
 

หมายเหตุ : อยู่ดีๆก็ขุดเจอไดอารี่นี้ ซึ่งพิมพ์สดขณะที่อยู่หัวลำโพงกับบนรถไฟ  เลยคิดว่าเออไหนๆก็ว่างๆเอามาลงละกัน สนุกสนานดี ดีกว่าเก็บไว้คนเดียว

 

ส่วนการเดินทางหลังจากนั้น ก็หลับยาว หนาวแอร์มาก จนต้องเอาผ้านวมของโปเต้(ที่กะเอาไปซักที่บ้าน)มาห่มกันอีกชั้น ตื่นมาประมาณหกโมง รถจอดที่อุตรดิตถ์ก่อนถึงศิลาอาสน์ เสร็จแล้วนั่งแท็กซี่ซึ่งเป็นลุงขับรถเก่าๆคันนึงให้ไปส่งที่บ้านโปเต้ (ร้านข้าวราดแกงแถวบ้านโปเต้อร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมา) พักผ่อนได้ซักพัก แม่โปเต้ก็ขับรถเข้าเมืองเชียงใหม่ เราก็เลยติดรถไปด้วย แวะลงที่ม.ราชภัฏแล้วนั่งรถแดงไปนั่งเล่นที่โรงเรียน ซึมซาบบรรยากาศที่โคตรคิดถึง แล้วค่อยโทรหาพ่อให้มารับกลับบ้าน

 

ก็นับว่าเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำครั้งหนึ่ง...

Comment

Comment:

Tweet