*Blog นี้สำหรับคนที่ไปดูมาแล้วเท่านั้น  ใครที่ยังไม่ได้ดู ห้ามอ่าน!!! เราจะมาแกะรหัสหนังเรื่องนี้กัน*

Cabin in the woods (2012)

กำกับโดย : Drew Goddard

 

ส่วนนี้ขอเม้าท์ :

เห็นโปสเตอร์เรื่องนี้ครั้งแรกตอนนั่งรถเมล์ เห็นป้ายสีแดงมีรูปกระท่อมที่มีกลไก เขียนไว้ว่า “เบื่อไหมกับหนังสยองที่คุณเดาตอนจบถูกเสมอ”

คิดแค่ว่า... เออ โดนเว๊ย ไหนลองดูหน่อยแล้วกัน

ไปดูครั้งแรกกับเพื่อนตอนปลายเดือนเมษา ซึ่งมันยังเข้าเป็น sneakpeakรอบดึกอยู่ คิดแค่ว่ามันจะขายความหักมุมใช่มั้ย ได้ งั้นฉันจะซื้อ

>>> ปรากฏว่าตอนออกมาจากโรงหนัง ตัวชา ซาบซ่ากับความบันเทิงและปรัชญาของหนังเรื่องนี้อยู่ร่วมคืน!!!

หนังบ้าอะไรวะ พีคได้ขนาดนี้!!!

ตั้งใจกับตัวเองว่าจะต้องดูรอบที่สองให้ได้ และมันก็เลยเป็นหนัง เรื่องแรกในชีวิต ที่เราไปดูในโรงรอบที่สอง!!! (ถือว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่งนะเนี่ย) คิดไว้ว่าครั้งที่สองตั้งใจจะไปเก็บรายละเอียด จะไปดูว่าหนุ่มเมากัญชาเพ้ออะไรไว้บ้าง ในห้องใต้ถุนมีอุปกรณ์อะไรบ้าง ลิสต์รายชื่อปีศาจมีอะไรบ้าง และเหล่าปีศาจในลิฟต์ที่ออกมาอาละวาดเป็นไงบ้าง

>>> ไปดูรอบที่สองก็ยังพีคไม่หายเลยจริงๆ

ปล.หนังเรื่องนี้ชวนให้คิดถึงหนังเรื่อง 13 Ghost อันเป็นหนังโปรดของเรา ดูมาแล้วเป็นสิบรอบ ชอบแนวคิดการขังผีในตู้แก้วเอามากๆ ชอบรายละเอียดของผีแต่ละตัว... และแนวทางของหนังเรื่องนี้ก็ชวนให้คิดถึงงานของอาจารย์จุนจิ อิโต้ (ตระกูลคลังสยองขวัญลงหลุม, ก้นหอยมรณะ, ปลามรณะ ฯลฯ ซึ่งวันหลังถ้ามีอารมณ์จะมาเขียนถึงงานของอาจารย์กัน) เป็นอาจารย์คนเขียนการ์ตูนสยองขวัญที่เราชอบมากๆ อ่านมาหมดแล้วทุกเรื่อง ชอบความดิบ ความคาดไม่ถึง ความบ้า ที่ทวีความเลวร้ายลงเรื่อยๆและก็จบไปที่ความเลวร้ายขั้นสุดซะอย่างนั้น

ทนอึดอัดกับหนังเรื่องนี้มาจะเป็นเดือน เพราะไปคุยกับใครไม่ได้เลย!!! อยากคุยอยากแชร์อกจะแตก แต่เขาห้ามสปอยล์เด็ดขาด โอ๊ยยยย จะขาดใจ! แค่พูดในที่สาธารณะยังไม่ได้ ต้องระวังอย่างกับจะพูดเรื่องการเมือง

เอาวะ ไหนๆก็ดูรอบที่สองแล้ว เขียนบล็อกเอาให้สะใจซะเลย!!!

 

เอาล่ะ เม้าท์จบแล้ว ได้เวลาเข้าเรื่องกันเสียที

 

Cabin in the woods ตกลงแล้วมันคือหนังแนวอะไร ต้องการจะสื่ออะไรกันแน่?

เอาตรงๆมันคือ Genre Horror แต่จริงๆแล้วทำมาเพื่อเป็น หนังเสียดสี Genre Horror อีกทีหนึ่ง

โดยเจาะกลุ่มไปที่พวกหนังฆ่าเชือด หรือที่เรียกว่า Slasher film อย่างเช่น I know what you did last summer, Friday 13th, Nightmare on the Elm street, the Texas Chainsaw Massacre, Sorority row ฯลฯ

องค์ประกอบของหนังเหล่านี้มีอะไรบ้าง Cabin in the wood ศึกษามาอย่างดี และเสียดสีตรงจุดได้หนำใจ ถือว่าเป็นหนังที่ทำมาเพื่อขบถGenre (หรือที่เรียกว่า Genre Subversion) โดยแท้

และที่มากกว่านั้น นี่ถือเป็นหนัง Post Modern ที่ตั้งคำถามตั้งแต่

-ระบบสังคมของมนุษย์

-ความโง่เขลาและความโอหังของมนุษย์

-การบูชายัญ

-สัญชาตญาณอยากเห็นการทำลายล้างของมนุษย์

 

มาดูกันทีละองค์ประกอบ 

Plot ของหนังหวีดสยองทั่วไป >>> กลุ่มเด็กวัยรุ่นสี่ห้าคนไปเที่ยวกัน แล้วเจอสัตว์ประหลาด/ฆาตกรออกมาฆ่าทีละคน ซึ่งวัยรุ่นเหล่านั้นจะเป็นพวกอวดดี หรือเคยทำอะไรผิดบาปมา สมควรตาย แต่สุดท้ายก็จะเหลือหญิงบริสุทธิ์เหลือรอดเป็นคนสุดท้าย (เพื่อจะบอกว่าคนดีผีคุ้มนั่นเอง)

 

มาวิเคราะห์กันแต่ละตัวละครว่า Cabinฯ หักมุมอย่างไร

-หญิงผมบลอนด์โง่แพศยา > จริงๆแล้วเป็นนักศึกษาแพทย์ (แสดงว่าฉลาด และเพิ่งจะย้อมผมเป็นสีบลอนด์ (แสดงว่าไม่ได้ผมสีบลอนด์) เสียดสีกับ Steriotype ของสาวบลอนด์อีกที และเหตุผลที่เธอต้องยอมผมเป็นเพราะองค์กรวางแผนใส่ยาที่ทำให้การนึกคิดช้าลง (ทำให้โง่ลง) เข้าไปในยาย้อมผมของเธอนั่นเอง

-หนุ่มนักกีฬาสุดกร่าง > จริงๆแล้วเป็นนักศึกษาสังคมวิทยา(น่าจะประมาณนี้)ที่ฉลาดมาก แถมได้ทุนเรียนดีอีกด้วย ปกติก็ไม่ได้มีนิสัยกร่างเลยแม้แต่น้อย

-หนุ่มคงแก่เรียน > จริงๆแล้วก็ไม่ได้ฉลาดที่สุดในหมู่ทุกคน เหมือนจะเป็นสุภาพบุรุษแต่ก็แอบอยากแอ้มสาวอยู่เหมือนกัน

-ตัวตลกติดกัญชา > จริงๆแล้วไม่ได้พร่ำเพ้อฟุ้งซ่านไปเรื่อย หมอนี่ซ่อนความลับของระบบสังคมมนุษยชาติเอาไว้ แถมกัญชาที่สูบยังจะมีฤทธิ์ต้านยาต่างๆที่พวกองค์กรฉีดพ่นเข้าไปในบ้านเพื่อชักใยพวกเขาอีกด้วย

-สาวบริสุทธิ์ > จริงๆเพิ่งจะโดนอาจารย์มหาวิทยาลัยฟันมาและเพิ่งโดนบอกเลิก! ไม่ได้เป็นสาวบริสุทธิ์ซะอย่างนั้น

>>> สุดท้ายตัวละครเหล่านี้บอกอะไร?

จริงๆแล้วพวกเขาก็มีคุณสมบัติไม่ตรงกับที่ต้องการแต่พวกองค์กรก็ยังทำทุกอย่างเพื่อทำให้พวกเขาใกล้เคียงที่สุด หรือมันจะบอกว่าพวกเขาจริงๆไม่สมควรถูกบูชายัญ?

และคนทั้งหลายที่ถูกบูชายัญมาตั้งแต่บรรพกาลก็ไม่สมควรถูกบูชายัญเช่นกัน?

 

ตัวละครในเรื่องนี้แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม

กลุ่มแรกก็คือ “เหยื่อบูชายัญ” พวกนี้ ส่วนอีกกลุ่มก็คือคนในองค์กรลับที่คอยชักใย คุมเกมแห่งความตายของพวกเขาอยู่อย่างเลือดเย็นและบันเทิงเริงใจ

 

แต่เนื้อเรื่องไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น

Cabinฯ คิดต่อยอดไปทั้งอดีตและอนาคตของมนุษยชาติ โดยการนำเสนอว่าแท้จริงแล้วมนุษย์อยู่ใต้การปกครองของ"เทพบรรพกาล" (The Ancient One) ซึ่งยอมหลับใหลอยู่ใต้พิภพหากได้การบูชายัญจากโลกอย่างสม่ำเสมอ จึงเกิดองค์กรลับทั่วโลกในแต่ละประเทศที่ทำหน้าที่บูชายัญคนส่งไปให้ ต่างประเทศก็ต่างวิธีการกันไป แต่แล้วก็เริ่มเกิดเรื่องใหญ่เมื่อการบูชายัญจากประเทศอื่นๆล้มเหลวกันหมด ความหวังจึงฝากไว้ที่การบูชายัญจากอเมริกาส่งตรงจากกระท่อมในป่าแห่งนี้เพียงที่เดียว

>>> แสดงว่าหนังหวีดสยอง Slasher Film ที่ออกมาจนล้นตลาดนั้น จริงๆก็อยู่ใต้การควบคุมขององค์กรนี้เพื่อส่งคนไปบูชายัญเหมือนกันงั้นสิ?

คิดได้ยังไง...

 

ต่อไปนี้จะเป็นการ *แกะรหัส* ของเรื่องนี้กัน

 

"เรามองเห็นในสิ่งที่เราอยากจะมองเห็น"

-เหล่าวัยรุ่นมองเห็นแต่ความสนุก ไม่เห็นว่าตัวเองกำลังถูกชักใยบูชายัญ

-เหล่าคนในองค์กรเห็นแต่ความสำเร็จ มีแต่ความชะล่าใจ ไม่เห็นว่าอันตรายกำลังจะมาถึง

-คนดู(คาดหวัง)จะมองเห็นแต่ความสยองขวัญและความบันเทิง เลยไม่เห็นถึงคำถามต่อโลกสมัยใหม่และปรัชญาที่ซ่อนอยู่

การดูครั้งแรกไม่ทันสังเกตอะไรหลายอย่างจริงๆ มีหลายประโยคที่ผ่านหูไปไม่ได้ใส่ใจ แต่พอมาดูอีกครั้งกลับพบว่าทุกประโยคที่เราปล่อยให้ผ่านเลยไปมันมีความหมาย อย่างเช่น

- คำพูดของเจ้าหน้าที่สาวที่มาเตือนลุงสองคนว่าสาขาที่สวิตเซอร์แลนด์ทำไม่สำเร็จตั้งแต่ตอนเปิดเรื่อง

- ส่วนที่สำคัญที่สุดคือคำเตือนของลุงเจ้าของปั๊มน้ำมันที่ผ่านลำโพงโทรศัพท์... เขากำลังบอกว่าแผนการทั้งหมดกำลังจะล้มเหลว และมนุษยชาติกำลังจะถูกทำลาย   แต่คนในองค์กรต่างก็มองไม่เห็นคำเตือนนี้เพราะมองเห็นแต่ความตลก!

...และผู้ชมเองก็เช่นกัน!!! 

ทำให้ต้องมาถามตัวเองต่อ... จริงๆแล้วมนุษย์ตอนนี้เห็นอะไรบ้าง? เห็นแต่ตัวเองเท่านั้นหรือเปล่า? ชะล่าใจเกินไปหรือเปล่า?... สำคัญตัวเองมากเกินไปหรือเปล่า?

 

"การบูชายัญ"

หนังเปิดเรื่องโดยใช้กองเลือดที่มีภาพต่างๆอยู่ภายใน เป็นภาพการบูชายัญเริ่มตั้งแต่สมัยอียิปต์ สมัยมายัน เรื่อยมาจนถึงสมัยยุคกลาง ไปจนถึงภาพบูชายัญแพะที่เป็นรูปอยู่ในห้องนอน ...เราคิดว่าการบูชายัญหมดไปจากโลกนี้แล้ว แต่มันหมดไปแล้วจริงๆหรือ?

ในตอนเฉลยสุดท้ายของเรื่อง ผอ.ขององค์กรกล่าวไว้ว่าการบูชายัญนั้นต่างวัฒนธรรมก็ต่างวิธีการกันไป เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปวิธีการก็เปลี่ยนไปด้วย

แล้วสุดท้ายแนวคิดของการบูชายัญคืออะไร? คือการยอมเสียสละชีวิตส่วนน้อยเพื่อคนส่วนมาก?... ตกลงมันคือการเสียสละทำเพื่อส่วนรวมอันยิ่งใหญ่ หรือคือความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ที่เหลือกันแน่?

มนุษย์เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว นับจากอดีตกาลมาไม่เคยเปลี่ยนแปลง

 

"เรียลลิตี้โชว์"

ปัจจุบันเรียลลิตี้โชว์เกิดความนิยมเป็นอย่างมาก คงเป็นเพราะว่ามันตอบสนองกับความต้องการเบื้องลึกของมนุษย์ นั่นคือความสุขในการแอบมอง ซึ่งเป็นความต้องการพื้นฐานที่สื่อหลายๆอย่างนำมาใช้ (โดยเฉพาะภาพยนตร์ ที่วางผู้ชมอยู่ในฐานะผู้แอบมอง)

หนังเรื่องนี้ก็จิกกัดกระแสนิยมเรียลลิตี้โชว์อยู่ไม่น้อย แม้รู้ทั้งรู้ว่ามันถูกเขียนสคริปไว้แต่เราก็ดู รู้ทั้งรู้ว่าจะ

ต้องมีคนเจ็บปวดผิดหวังในรายการแต่เราก็ดู

ตกลงคนในองค์กรที่แอบมองความหายนะของเหยื่อเป็นความบันเทิง ถือว่ามีจริยธรรมหรือเปล่า? แล้วพวกเราที่เสพย์ข่าวสารความหายนะของผู้อื่นเสียจนชินชาแล้วจะเรียกว่าเราตกอยู่่ในที่นั่งเดียวกับพวกคนในองค์กรหรือเปล่า?

 

"สัญชาตญาณอยากเห็นการทำลายล้าง"

สืบเนื่องจากหัวข้อที่แล้ว เมื่อตอนดูครั้งแรกจะนึกหมั่นไส้ว่าไอ้พวกคนในองค์กรนี่มันไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับการฆ่าคนเลยหรือยังไง? มีพนันกัน ฉลองกันเอิกเริก จนเริ่มนึกอยากเห็นไอ้พวกนี้โดนฆ่าเละอยู่ในใจ และเชื่อว่าหลายๆคนคงจะรู้สึกหมั่นไส้เช่นนั้น

แสดงว่าจริงๆแล้วคนเราก็มีสัญชาตญาณการทำลายล้างอยู่ในตัว ไม่ว่าจะเทพบรรพกาลที่อยากเห็นมนุษย์ที่ถูกบูชายัญต้องทรมาน คนในองค์กรก็อยากเห็นพวกเหยื่อบูชายัญถูกทรมาน... แต่เราเองก็อยากเห็นพวกคนในองค์กรถูกทรมานเช่นเดียวกัน!

หนังสยองขวัญเกิดขึ้นเพราะจุดประสงค์ทำให้คนได้ปลดปล่อยจากความเครียดในชีวิต ได้แสดงกิริยาอาการที่ไม่สามารถแสดงในสังคมได้ แต่ในขณะเดียวกัน หนังตระกูลฆ่าเชือด (Slasher Film) กลับสนองความต้องการดำมืดในจิตใจคนที่อยากเห็นความทรมานอย่างตรงไปตรงมา

เพราะฉะนั้นเวลาดูหนังสยองขวัญจะมีคนบางพวกที่แอบหันไปเชียร์ตัวร้าย หัวเราะกับตัวเองอย่างสะใจเมื่อเห็นตัวละครตายสมดังหวัง

ถ้าคุณมีอาการเช่นเดียวกัน... ไม่ต้องตกใจ

 

"เทคโนโลยี และ สิ่งเหนือธรรมชาติ"

โลกมนุษย์เดินทางผ่านกาลเวลามานานจนเทคโนโลยีเข้าครอบงำวิถีชีวิต มนุษย์ใช้มันเป็นเครื่องมือครอบครองโลก หลงระเริงคิดไป(เอง)ว่าแค่มีเทคโนโลยีก็จะควบคุมโลกและทุกอย่างให้อยู่ในมือได้  ทำได้แม้กระทั่งขังพวกปีศาจเอาไว้ในลิฟต์แก้วเป็นร้อยๆ ชะล่าใจว่ายังไงเทคโนลีก็ไม่หักหลังตัวเองแน่ๆ

แต่สุดท้ายแล้วเมื่อเหล่าปีศาจถูกปลดปล่อย เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยแค่ไหนก็ไม่สามารถช่วยชีวิตมนุษย์เอาไว้ได้อยู่ดี!!!

 

"ล้างระบบสังคม"

ความคิดนี้มาจากคำพูดพร่ำเพ้อของตัวตลกกับควันกัญชาตั้งแต่ต้นเรื่อง เป็นอีกครั้งที่คนดู(และคนอื่นๆในเรื่อง)ไม่ยอมใส่ใจเพราะเห็นว่าเป็นแค่เรื่องตลก แต่สิ่งที่เขาพูดนั้นแท้จริงแล้วลึกซึ้งและเป็นสิ่งที่ไม่มีใครกล้าพูดถึง

"ระบบสังคมไม่ได้ล่มสลาย แต่มันกำลังเชื่อมโยงเข้าหากัน และบางครั้งสิ่งที่ควรจะต้องทำคือการล้างระบบ แต่แค่ไม่มีใครกล้าพอจะทำก็เท่านั้นเอง"

ถ้าให้พูดตรงๆ... เราเห็นด้วยกับควันกัญชาของหมอนี่ไปเต็มๆ

โลกมนุษย์เราโสมม มนุษย์เราอวดดีคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าโลกมาแสนนาน ไม่ได้ตระหนักรู้เลยว่าอาจจะมีอำนาจอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่าพวกเราอยู่   พวกเราปกครองโลกนี้ด้วยความโง่เขลาและโอหัง และสุดท้ายเราก็จะถูกทำลายล้างด้วยความโง่เขลาและโอหังของเรานั่นเอง

หมายเหตุ1 : ชวนให้คิดว่าคนเราดูหนังยอดมนุษย์ซุปเปอร์ฮีโร่เพราะเราหมดศรัทธาในมนุษยชาติ การเห็นฮีโร่ออกมาปกป้องโลกก็นับเป็นการเสริมสร้างความศรัทธาในมนุษย์ขึ้นมาอีกครั้ง... แต่ในทางกลับกันล่ะ? ถ้าหากคนเราหมดศรัทธาในมนุษย์ ก็ทำไมไม่ลบศรัทธาทิ้งไปให้หมด และก็ล้างมันเสียเลย

หมายเหตุ2 : ชวนให้คิดถึงแนวคิดของเรื่อง the Matrix ที่กล่าวว่า มนุษย์นั้นก็เป็นเหมือนไวรัส... ถ้าเป็นเช่นนั้นโลกตอนนี้ของเราก็คงจะโดนไวรัสจนอ่วม ซ่อมไม่ไหว บู๊ทเครื่องไม่ขึ้นเสียแล้ว

 

ถึงเวลาต้องล้างระบบเสียที...?

 

Let’s get the party started!!!

 

Comment

Comment:

Tweet

ถูกใจมากครับ

#2 By exizyex (103.7.57.18|115.67.131.168) on 2012-12-16 10:07

คิดเหมือเราเลย
ชอบเรื่องนี้

#1 By Vodka (103.7.57.18|223.205.27.153) on 2012-09-27 17:41