เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน รายการ The Star ปีที่ 8 เพิ่งจะประกาศตัวผู้เข้ารอบแรกไปได้ไม่ถึงวัน กระแสคนกรี๊ดจับคู่สองหนุ่ม “ฮั่นกับแกงส้ม” ก็พุ่งปะทุขึ้นมาอย่างรวดเร็วและน่าตกใจทั้งๆที่ผู้แข่งขันยังไม่ทันจะเข้าบ้านด้วยซ้ำ

                ไม่น่าเชื่อว่าปัจจุบันกระแส “จิ้นคู่วาย” หรือจับคู่เกย์ ในรายการเรียลลิตี้จะเพิ่มระดับความรุนแรงได้ถึงขนาดนี้ จากที่เคยเป็นกระแสเงียบๆรู้จักกันในกลุ่มคนกลุ่มน้อย ตอนนี้มันกลับกลายเป็นกระแสที่ไม่ใช่แค่ “สาววาย” ก็รู้จักกันไปทั่ว  จนน่าคิดว่าตอนนี้นายทุนที่จัดทำรายการเรียลลิตี้กำลังหันมาจับกระแสโดยการขายหนุ่มหน้าตาดีให้ผู้ชมได้จิ้นอย่างจงใจหรือไม่

 

                หากเป็นเช่นนั้นจริง ก็นับว่าสื่อโทรทัศน์ได้สร้างปรากฏการณ์และค่านิยมที่สุ่มเสี่ยงขึ้นมาอีกครั้ง

 

                รายการเรียลลิตี้ คือรายการโทรทัศน์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อนำเสนอสถานการณ์ที่ผู้ร่วมรายการต้องเผชิญร่วมกัน โดยใช้สถานการณ์จริงและไม่มีการเขียนบท   ความนิยมเริ่มมาจากประเทศตะวันตกโดยเฉพาะประเทศอเมริกา โดยที่รายการเรียลลิตี้ประเภทแรกๆคือประเภท Candid Camera ที่ทีมงานสร้างสถานการณ์กลั่นแกล้งผู้คนและซ่อนกล้องเอาไว้ จนกระทั่งพัฒนามามีประเภทที่หลากหลาย ตั้งแต่แข่งลดความอ้วน หางาน สลับภรรยา ไปจนถึงหาคู่ให้คนโสด

                กระแสรายการเรียลลิตี้เริ่มแพร่เข้ามาในเมืองไทยปี 2543 โดยที่รายการแรกคือรายการ “เกมชีวิต” ที่เลียนแบบรายการเซอร์ไวเวอร์ของอเมริกา แต่ก็ต้องปิดตัวลงไป   คงเป็นเพราะความนิยมรายการเรียลลิตี้ในไทยมีน้อยกว่าในสังคมอเมริกัน รายการเหล่านี้จึงมีความหลากหลายน้อยกว่าและประสบความสำเร็จน้อยกว่า จนรายการที่เหลือรอดจนถึงปัจจุบันนั้นคือพวกรายการปั้นดารานักร้อง เช่น Academy Fantasia (AF), The Star หรือ The Trainer

                แต่แล้วกระแสนี้ ก็มาบรรจบกับกระแสการ “จิ้นคู่วาย” พอดี

                ถ้าจะย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ “ความวาย” ว่าเป็นมาอย่างไร... คงต้องอธิบายถึงความหมายเสียก่อน วายที่ว่านั้นคือ Y ที่ย่อมาจาก Yaoi และ Yuri ซึ่งมาจากประเภทของการ์ตูนญี่ปุ่น   Yaoi นั้นมีความหมายถึงการ์ตูนชายรักชาย ในขณะที่ Yuri หมายถึงการ์ตูนหญิงรักหญิง แต่โดยรวมแล้วเมื่อพูดถึงวายคนส่วนใหญ่มักจะให้ความหมายในด้านชายรักชายเสียมากกว่า

                กระแสความวายแทรกซึมมากับการ์ตูนญี่ปุ่นที่เผยแพร่เข้ามาในเมืองไทย ซึ่งในประเภทอันหลากหลายของการ์ตูนญี่ปุ่น ก็มีทั้งที่เป็น Yaoi อย่างชัดเจน และประเภทการ์ตูนผู้ชายที่ว่าด้วยการต่อสู้ผจญภัย (ซึ่งตัวละครเกือบทั้งเรื่องเป็นผู้ชาย)   และการ์ตูนประเภทนี้นี่เองที่เป็นที่มาของการ “จิ้นวาย” หรือการจินตนาการจับคู่ตัวละครชายในเรื่องให้มีความสัมพันธ์ในเชิงคู่รัก ทั้งๆที่ในเรื่องตัวละครเหล่านั้นไม่ได้มีความสัมพันธ์เช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่มีการกระทำบางอย่างที่ดูใกล้ชิดกันเกินกว่าเหตุและชวนให้จินตนาการเป็นเช่นนั้นเท่านั้น

                เมื่อมีความวาย ก็ต้องมี “สาววาย” นั่นคือผู้หญิงที่นิยมเรื่องราวชายรักชาย ไม่ว่าจะเป็น Yaoi แท้หรือจะแค่จิ้นตัวละครสนุกๆก็ตาม   แต่เป็นเพราะค่านิยมของสังคมที่เห็นการรักเพศเดียวกันเป็นสิ่งวิปริตผิดปกติ เหล่าสาววายที่มีความสุขกับเรื่องราวชายรักชายก็เลยกลายเป็นบุคคลที่สังคมตั้งแง่รังเกียจตามไปด้วย เพราะถูกหาว่าโรคจิตที่ชื่นชอบเรื่องประเภทนี้ ดังนั้นสาววายในยุคแรกจึงเป็นเพียงแค่คนกลุ่มน้อยที่ต้องเก็บความชื่นชอบประเภทนี้เอาไว้เงียบๆ ไม่ต่างจาก “โอตากุ” หรือบุคคลที่คลั่งไคล้การ์ตูนหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งเสียจนใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนปกติไม่ได้นั่นเอง

                แต่แล้วในช่วงปี 2000 ที่ผ่านมานี้ กระแสความนิยมเกาหลีหรือ Korean Fever ก็แพร่ระบาดไปทั่วเอเชีย

                กระแสเกาหลีเข้ามาพร้อมกับละครซีรีย์ และวงบอยแบนด์ เกิร์ลกรุ๊ปมากมาย และแล้วสองโลกที่ต่างกันสุดขั้วก็มาเจอกันเมื่อวงบอยแบนด์มีแต่ชายหนุ่มหน้าตาดี มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด   เหล่าสาววายที่เคยหมกตัวอยู่กับโลกการ์ตูนก็เลยเริ่มหันมาหาวัตถุดิบใหม่ๆที่จะนำมาใช้จิ้นวายต่อไป

                และแล้วการจิ้นนักร้องเกาหลีในวงบอยแบนด์ก็กลายเป็นที่นิยมเสียยิ่งกว่าจิ้นการ์ตูนเสียอีก วงบุกเบิกยุคแรกที่ถูกจิ้นอย่างหนักเช่นวง Super Junior, Dong Bang Shin Ki, Shinee, Bigbang หรือ 2PM ก็ยังคงมีคนจิ้นยาวนานจนถึงทุกวันนี้   กลายเป็นว่ากระแสความชื่นชอบดารานักร้องเกาหลีที่บุกเบิกมาถึงก่อน ได้เปิดทางให้การจิ้นวายได้แทรกซึมเข้ามาอย่างเงียบๆ สาวๆแฟนพันธุ์แท้ดาราเกาหลีที่ไม่เคยรู้จักคำว่าวายมาก่อนก็กลับเปิดใจรับความวายได้อย่างไม่ยาก และสุดท้ายมันก็ลุกลามจนน่าจะพูดได้ว่าสาวๆเกือบทุกคนที่คลั่งไคล้ดาราเกาหลีต้องเป็นสาววายควบคู่ไปด้วย!

                แต่แล้วในปัจจุบันนี้กระแสเกาหลีเริ่มซาลง วงใหม่ๆเกิดขึ้นมากมายจนตามไม่ทัน และวงเก่าๆก็เริ่มแยกวงกันไปทีละวงสองวง สาววายระดับผิวเผินที่เพิ่มจำนวนขึ้นมากมายในยุคนั้นก็เริ่มไม่รู้ว่าจะหันไปจิ้นใคร... สุดท้ายสาววายชาวไทยก็เลยต้องหันกลับมาบริโภคของไทยด้วยกันเอง

                และแล้วดารานักร้องไทยก็โดนจิ้นกับเขาบ้าง

                ยากจะบอกได้ว่าดารานักร้องไทยคู่ไหนที่ถูกจิ้นก่อน แต่เท่าที่มีกระแสอยู่ในอินเตอร์เนตก็เห็นจะเป็นคู่นักร้องพี่น้อง กอล์ฟ-ไมค์   หรือวง K-OTIC และวงบอยแบนด์ต่างๆในสังกัดค่ายกามิกาเซ่ที่เน้นขายผู้ชายหน้าตาดี วงเหล่านี้ก็โดนจิ้นไม่เหลือ   จนกระทั่งมาถึงยุครายการเรียลลิตี้เมืองไทยอย่าง AF และ The Star   กระแสการจิ้นดารานักร้องก็หลั่งไหลเข้าไปสู่รายการเรียลลิตี้เหล่านี้ทันที

                และนี่คือจุดที่ปัญหาเริ่มขึ้น



                ในยุคแรกกระแสความวายก็แทรกซึมมาอย่างเงียบๆเช่นเคย   คนที่ถูกจิ้นไม่ได้เป็นอะไรเกินเลยไปกว่าเพื่อนร่วมรายการเท่านั้น เหล่าสาววายก็ยังพอจิ้นอยู่เงียบๆ เพราะไม่อยากจะทำร้ายจิตใจคนจริงที่มีตัวตนเหล่านั้นให้เขาเสียความรู้สึก   เนื่องจากการจิ้นการ์ตูน มาถึงดาราเกาหลี มาถึงนักร้องไทย ระดับความใกล้ชิดและความเป็นจริงมันเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ   และยิ่งคนที่ถูกจิ้นใกล้ชิดกับสาววายมากเท่าไร ก็ยิ่งเสี่ยงอันตรายที่สังคมจะมองพวกเธอว่าโรคจิตมากขึ้นเท่านั้น

                แต่แล้วสถานการณ์ก็เริ่มเปลี่ยนไป เมื่อรายการเรียลลิตี้แต่ละปีเริ่มมีคู่ให้ชวนจิ้นมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งปีหลังๆถึงกับต้องมีคู่วายประจำรายการไม่ขาดเว้นสักปี นับตั้งแต่บอยกับอ๊อฟจากAF2 นัทกับต้อลจากAF4 หรือโตโน่กับริทจาก The Star6   จำนวนสาววายก็เพิ่มมากขึ้น และความรุนแรงในการจิ้นก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน จากที่เคยจิ้นอยู่เงียบๆ โดยการตามเก็บรูปเขา วาดการ์ตูน เขียนนิยายเกี่ยวกับพวกเขาไว้อ่านกันเองในกลุ่ม มันก็เริ่มลุกลามออกสู่สายตาสาธารณชนมากขึ้น จนกระทั่งล่าสุด กระแส “เต๋ากับคชา” จาก AF8 ก็กลายเป็นกระแสฮือฮาไปทั่วประเทศ การจิ้นก็เริ่มเลยเถิดไปถึงการซื้อขายแลกเปลี่ยนนิยายและการ์ตูนกันอย่างเอิกเริก ไม่มีการหลบซ่อนอีกแล้ว


                เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า คู่เต๋ากับคชาตั้งใจที่จะ “เซอร์วิซ” เหล่าสาววายหรือไม่?


 


 

                การเซอร์วิซ หรือการตั้งใจแสดงกิริยาความใกล้ชิดกันเกินกว่าเหตุให้ชวนคิดว่าเป็นคู่รัก จริงๆแล้วก็ไม่นับว่าเป็นสิ่งผิดปกติ แต่ถ้าคนที่เป็นดาราตั้งใจเซอร์วิซเพื่อจะสร้างกระแสความนิยมของตัวเอง โดยใช้ความนิยมชมชอบของสาววายเป็นเครื่องมือ จะเรียกว่าเป็นการใช้ประโยชน์หรือเปล่า?

                แต่ถ้าในกรณีที่แย่กว่านั้น คือกรณีที่โปรดิวเซอร์หรือผู้ที่อยู่เบื้องหลังเป็นคนวางแผนให้ผู้ร่วมรายการเซอร์วิซกันเพื่อเพิ่มเรตติ้งให้รายการของตัวเองเสียเอง จะไม่ยิ่งดูแย่เสียยิ่งกว่าหรือ?

                กรณีเช่นนี้เคยเกิดมาแล้วกับสมัยวงบอยแบนด์ของเกาหลี   เมื่อเริ่มมีกระแสจิ้นดารามากเข้า พวกดาราก็เริ่มที่จะเซอร์วิซกันเองเพื่อเรียกเรตติ้งมากขึ้น ไม่ว่าจะในเกมโชว์ หรือในคอนเสิร์ตก็ตาม เห็นได้จากเหตุการณ์ครั้งหนึ่งที่ สมาชิกวง Super Junior จูบกันบนเวทีคอนเสิร์ต ก็มีข่าวลือหนาหูออกมาว่าโปรดิวเซอร์ของวงเป็นคนสั่งให้ทั้งสองจูบกันอยู่เบื้องหลัง

 

 

                หรือแม้แต่วงเกิร์ลกรุ๊ปก็ยังมีข่าวลือเช่นนี้ อย่างเช่นวง f(x) ของเกาหลีที่เป็นวงหญิงล้วนสี่คน ก็มีแอมเบอร์เป็นสมาชิกวงคนหนึ่งที่มีลุคทอมบอย ไว้เรียกเรตติ้งจากสาวๆที่ชอบสาวหล่อ โดยมีข่าวลือว่าที่จริงแล้วแอมเบอร์เป็นหญิงแท้ แต่ถูกโปรดิวเซอร์วางแผนให้ปรับลุคเป็นทอมทั้งหมดโดยที่เธอก็ไม่ได้สมัครใจ

                การกระทำเช่นนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องแน่หรือเปล่า?

                ถ้าจะพูดถึงในแง่การตลาดแล้วต้องยอมรับว่าแผนการสร้างคู่วายในรายการเรียลลิตี้นี้ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก   จากเดิมที่กลุ่มเป้าหมายที่สำคัญคือผู้หญิง เพราะจำนวนประชากรหญิงในไทยมีมากกว่าประชากรชาย การมีผู้ร่วมรายการชายมากเท่าไรยิ่งดึงดูดผู้ชมหญิงมากขึ้นเท่านั้น ตอนนี้รายการเรียนลิตี้ได้ขยายกลุ่มเป้าหมายรวมกับกลุ่มตลาดใหม่ที่เริ่มมีความชัดเจนและขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือ ตลาดสาววาย และตลาดของเพศที่สาม(โดยเฉพาะเกย์)   นั่นยิ่งทำให้ฐานผู้ชมมากขึ้น สปอนเซอร์ย่อมมากขึ้น และจำนวนโหวตย่อมมากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน

                โดยเฉพาะเมื่อคนจิ้นกันเป็นคู่ ย่อมเชียร์กันเป็นคู่ และโหวตให้ผู้เข้าแข่งขันเป็นแพ็คคู่   เงินรายได้จากการโหวตผู้เข้าแข่งขันก็ย่อมเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า   หรือหากมีใครคนใดคนหนึ่งในคู่ต้องออกจากบ้าน ก็จะเกิดกระแสช่วยกันโหวตให้เขากลับมาคู่กันอีกครั้ง  เพราะฉะนั้นไม่ว่าทางทีมงานจะวางแผนให้ดำเนินไปทางไหน ก็มีแต่เงินกับเงินที่ได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆเท่านั้น

                ในแง่นายทุนที่มีแต่ได้กับได้ เหล่าผู้ร่วมเข้าแข่งขันในบ้านก็อาจจะมีทั้งได้ทั้งเสีย   ถ้าหากคู่ที่ถูกจิ้นไม่ลำบากใจกับกระแสนี้จริง พวกเขาก็มีแต่ได้กับได้เช่นกัน ทั้งจากความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างล้นหลาม ทำให้ชื่อเสียงติดค้างอยู่นานแม้ว่าจะจบรายการไปนานแล้วก็ยังมีคนจำได้ เมื่อเกิดอีเว้นท์ให้พวกเขารวมตัวกันหลังจากออกจากบ้านเมื่อไรก็ยังสามารถดูดเงินจากแฟนๆที่ยังรักอยู่ได้ทุกครั้ง   ยกเว้นเสียแต่ว่าคนที่ถูกจิ้น ต้องถูกบังคับโดยไม่สมัครใจ นั่นก็น่าจะเรียกได้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลได้ เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่เคยเกิดเหตุการณ์บังคับจิตใจเช่นนี้ขึ้น น่ากลัวเพียงว่ามีโอกาสจะเกิดขึ้นในอนาคตถ้าหากกระแสจิ้นวายยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อไป

                ส่วนอีกด้านหนึ่งก็คือด้านผู้ชม   ควรที่จะแบ่งเป็นกลุ่มคนธรรมดาที่ไม่ได้เชียร์คู่วาย และกลุ่มคนที่เชียร์ (ได้แก่สาววายและกลุ่มเกย์) กลุ่มแรกนั้นถ้าหากไม่คิดอะไรอาจจะไม่ได้รับผลกระทบเท่าไร แต่ถ้าพวกเขามีความคิดต่อต้านเพศที่สามอยู่แล้ว ก็อาจเกิดผลกระทบสะท้อนกลับว่าดูแล้วเกิดความกระอักกระอ่วนใจ จนอาจทำให้รายการเสียตลาดตรงนี้ไปได้   ส่วนกลุ่มหลังที่เชียร์คู่วาย ดูเผินๆเหมือนว่ามีแต่ได้กับได้ เพราะเรียกว่ายิ่งดาราเซอร์วิซแสดงความรักต่อกันมากเท่าไรพวกเขาก็ยิ่งมีความสุขมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะกลุ่มสาววายที่มีความ loyalty ต่อดาราสูง (ไม่ผิดกับ loyalty ที่มีต่อยี่ห้อสินค้า) ยิ่งรายการขายความวายมากขึ้นเท่าไร พวกเขาก็จะยิ่งยินดีเสียเงินให้รายการมากขึ้นเท่านั้น

                ดังนั้นถ้าคิดดีๆแล้ว กลุ่มที่เชียร์คู่วายอาจจะมีแต่เสียกับเสียในด้านเงินทุนโดยไม่รู้ตัวเสียมากกว่า

                อีกแง่มุมหนึ่งที่น่าสนใจของประเด็นนี้ก็คือผลกระทบต่อสังคม   การที่รายการโทรทัศน์ ซึ่งเป็นสื่อมวลชนที่มีผู้รับสารจำนวนมากและหลากหลายมากที่สุด จะตอกย้ำขายความเป็นเกย์ จะทำให้ภาพลักษณ์ของเพศที่สามที่ปรากฏในสื่อเปลี่ยนแปลงไปเช่นไร เป็นสิ่งที่ต้องคิดทบทวนเป็นอย่างมาก  เพราะแม้ว่าในปัจจุบันสังคมจะเปิดกว้างเรื่องเพศที่สามมากกว่าในอดีตแล้ว แต่ประเด็นนี้ก็ยังคงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนในสังคมไทย   เพราะยังมีความเชื่อเดิมๆที่ยังเกรงว่าการเสนอภาพเพศที่สามผ่านสื่อมวลชนจะทำให้เยาวชนเลียนแบบและกลายเป็นเพศที่สามกันมากขึ้น ทำให้เรื่องราวของเพศที่สามที่ถูกเผยแผ่ในสื่อยังมีน้อยและต้องทำอย่างระมัดระวัง   แต่แล้วเมื่ออยู่ๆสื่อโทรทัศน์ก็เปลี่ยนใจใช้เพศที่สามมาขาย ตกลงแล้วความย้อนแย้งกันเองในจุดยืนของสื่อโทรทัศน์จะทำให้ประเด็นนี้ไปสิ้นสุดลงที่ใด?

                ระวังให้ดี หากคิดไม่รอบคอบแล้วอาจจะเกิดผลกระทบเสียหายได้มากกว่าที่เราคิดไว้

                กระแสนิยมเป็นสิ่งที่ไหลมารุนแรงแต่ก็ไหลหายไปได้อย่างรวดเร็ว ถ้าหากเรารับมือกับมันไม่ดีกระแสต่างๆที่ไหลพัดผ่านไปอาจทิ้งร่องรอยความเสียหายเอาไว้ได้   ทางที่ดีที่สุดคือผู้บริโภคต้องรู้ให้เท่าทันสื่อ เสพความสุขจากมันได้แต่อย่าปล่อยให้มันเข้ามาครอบงำวิถีชีวิต จนสุดท้ายต้องหมดเงินกับมันไปโดยไม่รู้ตัว   พวกเราในฐานะผู้บริโภคก็ควรเฝ้าระวังกันต่อไปไม่ให้ถูกหลอก เพราะวงการมายาก็มีแต่ภาพมายาสมดังชื่อเพียงเท่านั้น…

 
 
 

edit @ 30 Mar 2012 01:04:39 by Gaderiel's Blog

Comment

Comment:

Tweet

wink sad smile sad smile

#5 By (49.230.166.80|49.230.166.80) on 2014-02-05 09:54

อืม ช่าย นั่นเป็นสิ่งที่หลายคนมองข้ามไป

#4 By Blissonic (103.7.57.18|1.4.194.139) on 2012-12-29 23:56

คิดเหมือนกันว่าถ้าดาราเค้าไม่ได้เต็มใจก็น่าสงสารอ่ะ : (( ไม่อยากให้เป็นเพราะแผนการโปรโมทเลย wink
ยืนไว้อาลัย...

#2 By ไก่ฟัน (171.7.150.177) on 2012-03-30 02:03

เขียนดีมากเลยค่ะ surprised smile

#1 By Cho (203.146.115.175) on 2012-03-30 02:02