จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อนำนักบำบัดด้วยศิลปะสามคน เวียนมาเจอกับการด้นสดละครที่เป็นคนไข้สามกลุ่ม?

นี่คือคำถามของละครเรื่อง “เธราพี”

 

เรื่อง : “เธราพี” โดย นพพันธ์ บุญใหญ่

เวลา : 25/1/55 เวลา 19.30 (เล่นวันที่ 16-18/20-25/27-29 มกราคม 2555)

สถานที่ : B floor สถาบันปรีดี พนมยงค์

ค่าเข้าชม : 350 บ. (แต่เราดูฟรี :P)

 

นับว่าเป็นละครแนวทดลองที่น่าสนใจ กับการจับศาสตร์แห่งการบำบัดและศาสตร์แห่งการละครมาไว้ด้วยกัน แถมยังเล่นแบบด้นสด ไม่มีบทอีกด้วย

นักบำบัดมีด้วยกันสามคน สามประเภท

  • Dramatherapy : ละครบำบัด โดย “ครูเจีย” สฤญรัตน์ โทมัส
  • Dance Movement Psychotherapy : บำบัดด้วยศิลปะแห่งการเคลื่อนไหว โดย ดุจดาว วัฒนปรณ์ บุญใหญ่
  • Art Therapy : ศิลปะบำบัด โดย “ครูมอส” อนุพันธุ์ พฤกษ์พันธุ์ขจี

 

ส่วนคนไข้ที่มาบำบัด มีด้วยกันสามโรค

  • โรคจิตเภท (Schizophrenia)
  • โรคโกรธ (Anger Disorers)
  • โรคซึมเศร้า (Major depressive disorder)

 

ส่วนวันไหนนักบำบัดคนไหนจะเวียนมาเจอกับคนไข้แบบไหนก็สามารถเช็คได้ แต่เราเลือกที่จะไปดูโดยไม่รู้มาก่อนว่าใครจะเจอกับใคร เพื่อความสดใหม่และความไม่มีอคติใดๆ

 

ช่วงนี้กำลังถือคติ : อย่าตั้งความหวัง เพราะจะได้รับในสิ่งที่คาดไม่ถึง

 

รอบที่เราไปดูเป็นรอบที่คุณดุจดาว (Dance Movement Psychotherapy) เจอกับเด็กหนุ่มที่เป็นโรคซึมเศร้า มากับแม่สุดติสต์ของเขา มาดูกันว่าเขาจะบำบัดกันยังไง

มีบางช่วงที่เป็นบทมาให้แล้ว เช่นตอนแนะนำ Background ตัวละครคนไข้แม่ลูก รู้สึกว่าเป็นการเล่าเรื่องที่ออกแบบได้ดี มีจังหวะที่ดี จริงๆรู้สึกชอบตรงนี้มากกว่าตอนที่บำบัดเสียอีก

ส่วนตอนที่บำบัดนั้น จะเป็นการด้นสด (Improvise) ไม่มีบท   รู้รายละเอียดมากขึ้นจากการคุยกับนักแสดงและผู้กำกับหลังจากที่ละครจบว่า ในการแสดงแต่ละครั้ง ผู้กำกับจะให้โจทย์แก่นักแสดง และบอกแนวทางเพียงคร่าวๆให้ ส่วนวิธีการและผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรต้องให้นักแสดงและนักบำบัดนำพาเราไปเอง

 

นับว่าเป็นวิธีการแปลกใหม่ที่น่าสนใจ

 

แต่แปลกตรงที่พอเริ่มการบำบัด เรารู้สึกได้ถึงจังหวะอันเนิบช้า อาจจะเป็นเพราะเป็นการจับคู่ของการบำบัดโดยใช้การเคลื่อนไหว มาเจอกับคนที่เป็นโรคซึมเศร้า... ซึ่งคนที่เป็นโรคซึมเศร้าก็มีลักษณะที่เป็น Passive อยู่แล้ว เค้นอะไรให้พูดก็ยากอยู่ซักหน่อย เลยทำให้เกิดความคิดว่าถ้าเรามาดูการจับคู่แบบอื่น อาจจะได้อรรถรสอะไรที่แตกต่างกันออกไป

กลายเป็นว่าระหว่างการบำบัดอันเป็นการด้นสด ความคิดเราก็ล่องลอยไปไกล เห็นการแสดงเป็น Background ของความคิดเราเท่านั้น

แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่สนใจ... ในส่วนที่ทั้งสองลุกขึ้นมาวาดรูปบนกระดาษแผ่นใหญ่ แล้วนำรูปในภาพนั้นมาจินตนาการให้ปรากฏอยู่กลางห้องสี่เหลี่ยมว่างๆ ก็ทำให้เราได้เห็นทั้งสองมีปฏิสัมพันธ์กับโลกที่เห็นร่วมกัน ก็เป็นอะไรที่แปลกใหม่ไม่น้อย

 

สรุปว่าดูแล้ว... ได้รู้จักการบำบัดมากขึ้น ไม่ได้มีแค่จิตแพทย์ที่นั่งๆฟังเราระบายให้ฟัง หรือเอาแผ่น Rorschach มาให้ดู... ทำให้เรารู้ว่าศิลปะก็ช่วยเยียวยาจิตใจคนได้นะ ไม่ใช่แค่ยกระดับจิตใจในด้านนามธรรม แต่เป็นการผสมผสานกับศาสตร์อื่นแล้วนำมาช่วยคนได้อย่างเป็นรูปธรรม อย่างที่นักบำบัดได้คุยให้ฟังในตอนท้ายว่า อย่างน้อยๆศิลปินก็ได้ช่วยเหลือสังคมได้บ้าง

 

ส่วนในแง่ของการเป็นละครแล้ว เรารู้สึกว่านี่น่าจะเป็นละครแนวทดลอง(หรือเปล่า) ดูมาจนจบแล้วก็ยังไม่รู้ว่าผู้กำกับอยากจะสื่อสารอะไรกับเรา หรือว่าต้องดูให้ครบทุกคู่? หรือว่าผู้กำกับเองก็ไม่รู้ แต่ว่ากำลังหาคำตอบไปพร้อมกับเรากันแน่? แต่ที่แน่ๆคือชื่นชมผู้กำกับคนนี้ที่มีความกล้า กล้าที่จะทดลอง กล้าที่จะแหวกออกจากขนบเดิมๆ และกล้าที่จะทำละครเพื่อศิลปะด้วยใจรัก

 

สักวันอยากจะทำให้ได้อย่างเขาบ้าง :)

 

Gaderiel

Comment

Comment:

Tweet